เช้าวันที่ 3 กันยายน 2026 นายโท ลัม ได้เน้นย้ำว่าสื่อสังคมออนไลน์ต้องถูกมองเป็นช่องทางในการรับฟังเสียงประชาชน โดยต้องแยกแยะระหว่างความกังวลและคำวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ด้านหนึ่ง กับข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไม่เพิกเฉยต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง” อีกด้านหนึ่ง
บนผิวเผิน นี่เป็นหลักการที่ควรค่าแก่การจดจำอย่างชัดเจน: เพื่อให้สังคมก้าวหน้า ต้องมีผู้ที่ตั้งคำถาม ผู้ที่ท้าทายสถานะเดิม และแม้กระทั่งเสียงที่แสดงความคิดเห็นต่างออกไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เองก็ก่อให้เกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงได้ยาก: หากเราจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง แล้วเส้นแบ่งระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์ที่ชอบธรรมกับ “การละเมิด” นั้นถูกกำหนดไว้อย่างไร?

ผู้คนไม่ได้เข้าอินเทอร์เน็ตเพียงเพื่อแสดงความชื่นชมเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล เล่าประสบการณ์ส่วนตัว และเรียกร้องคำอธิบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ปัญหาอยู่ที่จุดนี้: ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าความคิดเห็นนั้นเป็นคำวิจารณ์ที่ชอบธรรม หรือเป็น ‘ข่าวปลอม’ ‘การบิดเบือน’ หรือ ‘การบิดเบือนข้อมูล’? หากเกณฑ์การตัดสินไม่ชัดเจน คำถามที่ยากอาจถูกมองในมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับผู้รับ ในกรณีเช่นนี้ สโลแกน ‘การรับฟัง’ อาจกลายเป็นไมโครโฟนที่ทำงานได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อเสียงถูกส่งไปในทิศทางที่ถูกต้องเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำสัญญาที่ฟังดูดีว่าจะรับฟัง แต่เป็นกลไกที่พิสูจน์ได้ว่าเสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังอย่างแท้จริง: เกณฑ์ที่โปร่งใส การตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐาน และสิทธิในการแสดงความเห็นต่างโดยไม่ถูกตีความว่าเป็นข้อมูลเท็จ เพราะสังคมที่แข็งแรงไม่ใช่สังคมที่ทุกคนพูดด้วยเสียงเดียว แต่เป็นสังคมที่ความเห็นต่างสามารถถูกแยกแยะได้ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยป้ายกำกับ
การกล่าวว่า ‘อย่าทำการสรุปแบบกว้างๆ’ นั้นทำได้ง่ายมาก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ: เมื่อประชาชนแสดงมุมมองที่แตกต่าง หลักการนั้นจะถูกนำไปใช้ในระดับใด?
https://www.facebook.com/share/v/1GFCQ6rFNF/










